2006/Apr/11

ก็อ่านะ มะได้อัพบล๊อกมานานมากมายอ่า
วันนี้โอกาสก็มีอัพซักหน่อย
แต่เห้อทำไมมันงงแบบนี้ ก็มะงงได้ไง
ตั้งแต่บล๊อกที่นี่เปลี่ยนเวอชั่นใหม่มายังมะเคย มาลองเขียนเลย (ปีกว่าแล้ว)
Theme เก่าเราก็หาย อุตส่าห์ทำไว้ซะอย่างดิบดี
รูปก็หาย แงๆๆ จะเอาไงดีวะเนี้ย


งั้นเขียน Snake ๆ Fish ๆ ไปก่อนละกัน

ก็ตอนแรกกะจะมาเขียนเรื่องที่ไปแรดที่สวนสยามอ่า

แต่พอเข้ามาเขียนแล้วงงกับบล๊อกตัวเองมากเลย

เอาไว้เด๋วเข้าที่เข้าทางก่อนจะ จัดรูปแบบใหม่นะ

วันนี้เหนื่อยมากอ่าแล้วก็ดึกแล้ว

จะมานั่งแต่งก็อ่านะ ท่านผู้ชมที่น่ารักของผมคงจะหลับกันพอดี

มาเข้าเรื่องก่อนเลยดีไหม

กะว่านะวันนนี้จะเล่นน้ำแค่ 10 นาที

แต่พอไปถึงแล้วมันทำไมต้องเกินด้วยฟ่ะ

คนยิ่งขาวน้อยๆอยู่ แดดก็แร๊งแรง

กลับมาก็พอดีเลย หาความขาวมะเจอเลย

แต่คิดแล้วก็ดีนะ นานๆทีจะได้ออกปายแรด

กลางวันแบบคนปกติบ้าง

ก็นะนานๆที

ที่จริงมีเรื่องจะมาเมาส์เยอะกว่านี้อีก

แต่งงบล๊อกอ่า มันเปลี่ยนแบบใหม่

ม่ายปรึกษาเราเลย

งั้นวันนี้ไว้แค่นี้ก่อน แต่สัญญาว่าจะกลับมาเขียนอีก


เอาเพลงไปฟังกันนะ แก้อารมณ์เปี่ยว


2005/Mar/10

ในความรู้สึก ในการกระทำ

มันบ่งบอกอะไรเราได้หลายอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้าย ก็อาจอยู่ได้ในคน คนเดียวกัน

โดยเราสามารถจะบอกตัวเราเองได้มากน้อยแค่ไหน

กับการที่ต้องยอมรับและปรับตัวเข้ากับสังคม

ช่วงนี้ รู้สึกว่า "สึนามิ" กำลังพัดผ่านความคิดของคนรอบๆตัวเรายังไงไม่รู้

พอดีวันก่อนได้มีโอกาสอ่านเมลที่พี่ชายส่งมา

มันก็ทำให้เราคิดว่าเราได้ลองมองคนอื่นในอีกด้านที่เค้ามีหรือยัง

อย่างเรื่องที่พี่เราส่งมาเป็น Forward mail นะ

เราก็จำไม่ค่อยได้เท่าไรแต่จะลองนึกดู

"คนก็เป็นเหมือนวงกลม มีหลายด้านที่ให้เลือกมอง

มี 360 องศาที่ให้เราเดินค้นหา

แต่เรามักจะหยุดอยู่แค่องศาแรกที่มองเห็น

และยึดติดกับสิ่งที่เห็น ที่รู้ในด้านนั้น

ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของคน คนนั้นไปเสียหมด

แต่เมื่อคนนั้นเริ่มหมุน

เปลี่ยนมุมมอง ทิศทาง ให้ได้ดู ได้เห็น ได้รับรู้

กลับบอกว่า เขาเปลี่ยนไป

ฉะนั้น การรู้จักคบหาใครสักคน

ต้องเดินวนให้ครบ 360 องศาเสียก่อน

ถึงจะสามารถที่จะรู้ว่าคนคนนั้นมีกี่มุมให้ได้มอง"

2005/Feb/20

วันก่อนไปกินข้าวกับนก

หันไปเห็น แม่ลูกที่ช่วยกันขายของ

มีรถเข็นเล็กๆอยู่1คัน

ก็เลยนั่งคุยกันว่า

ถ้าเป็นเรา "จะรับได้ไหม" มันเป็นคำถามที่น่าคิดนะ

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะมีหรือจน

แต่มันสะท้อนให้คิดว่า

เมื่อวันนึง เด็กคนนั้นโตมา

มีเงิน มีงานที่ดี อยู่ในสังคมที่ร่ำรวย

คนที่จะคบกันต้องมีฐานะ มีรสนิยมหรูๆ ของราคาแพง

แล้วต้องทำตัวมีเงินตลอด

เค้าจะรับได้ไหมว่า มีแม่เป็นแค่แม่ค้ารถเข็นธรรมดา

หาเช้ากินค่ำ เงินที่หามาได้ในแต่ล่ะวันก็แทบไม่พอจ่าย

หรือขายของแทบไม่ได้เลย

บางคนถึงขนาด ไม่ยอมรับกับสังคมเลยว่า

เค้ามาจากคนธรรมดา ไม่ได้มีเงินทองมากมาย

ถึงขนาดบางทีลืมไปเลยว่ามีแม่อย่างนี้

แต่ว่า ถ้าลองคิดดูดีๆ

ทุกวันนี้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ มีอนาคตที่ดี

มันเกิดมาจากอะไร

ถ้าไม่มีแม่กะรถเข็นคันน้อยๆคันนั้นในวันนั้น

เค้าจะมายื่นอยู่ตรงจุดนี้ได้ไหม

แล้วเราเองล่ะ ยอมรับ

ความเป็นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

กับอดีตของเรา